Home > MOVIES-SERIES > รีวิว Eddie the Eagle (2016) เอ็ดดี้ ดิ อีเกิ้ล ยอดคนสู้ไม่ถอย

รีวิว Eddie the Eagle (2016) เอ็ดดี้ ดิ อีเกิ้ล ยอดคนสู้ไม่ถอย

โพสเมื่อ วันที่ 15 สิงหาคม 2016 | เปิดอ่าน 395 views | หมวดหมู่ : MOVIES-SERIES

ตามกฎธรรมดาของธรรมชาติ โดดสูงแค่ไหน ยังไงก็ต้องตกลงมา

การร่วงตกจึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นเรื่องที่ต้องเตรียมตัวกันแต่เนิ่นๆ ต้องเรียนรู้ที่จะตกให้เป็น

ตกยังไงให้ไม่ล้ม ล้มยังไงให้ไม่กลิ้ง หรือต่อให้กลิ้งแค่ไหน ก็ควรรู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะลุกขึ้นมาได้

ลุกไหวก็โดดใหม่ โดดไปๆ โดดให้ไกลเพียงพอ ที่จะใกล้ความฝัน

ไม่มีฝันใดจะไปถึงได้ง่าย โดยไร้การล้มกลิ้งคลุกฝุ่น

Eddie the Eagle สร้างจากเค้าโครงเรื่องจริงของเอ็ดดี้ เอ็ดเวิร์ดส์ หนุ่มอังกฤษที่มุ่งมั่นตั้งแต่เด็กว่าจะเข้าแข่งกีฬาโอลิมปิกให้ได้สักครั้งในชีวิต แล้วเขาก็พยายามเรื่อยมาจนสุดท้ายก็ได้เป็นตัวแทนอังกฤษลงแข่งโอลิมปิกฤดูหนาวเมื่อปี 1988 ในประเภทสกีกระโดดไกล

E001

เรื่องของเอ็ดดี้อาจเป็นสูตรสำเร็จของไก่รองบ่อนนอกสายตาที่พยายามทำตามฝันจนประสบความสำเร็จ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ล่ะครับว่าคนมากมายถึงฝั่งฝันได้ก็เพราะพยายามไม่หยุด ตั้งมั่นเดินหน้าแม้จะโดนกีดกันหรือเยาะเย้ยขนาดไหนก็ตาม ซึ่งการที่ชื่อของเอ็ดดี้ได้รับการจดจำขนาดนี้ก็เพราะเขาตั่งมั่นนี่แหละครับ

ดังนั้นถ้าใครชอบหนังแนวสร้างพลังใจที่อิงจากเรื่องจริงล่ะก็ เรื่องนี้ผมแนะนำเลยครับ ด้วยเรื่องราวถือว่าสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างดี ดูแล้วฮึกเหิมและแอบอินในหลายๆ ฉาก

ในแง่ความเป็นหนังแล้ว ถือว่าทำได้น่าติดตามเลยล่ะครับ ช่วงต้นๆ อาจยังไม่ค่อยมีอะไรมาก เพราะมันคือการปูพื้นเล่าเรื่องในช่วงวัยเด็ก แต่พอเดินเรื่องไปสักพัก เราจะเริ่มรักเอ็ดดี้มากขึ้น จุดนี้ผมขอชม Taron Egerton เลยครับ พี่แกเล่นบทนี้ได้ดีมาก เขาถ่ายทอดคาแรคเตอร์นี้ออกมาได้น่ารัก ดูน่าเอาใจช่วย และหน้าตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นตลอด ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างอารมณ์ขันให้กับหนังได้ตลอด

ผมชอบที่ Egerton แสดงบทนี้ได้พอเหมาะ ทำให้ตัวละครดูน่ารักแต่ไม่ได้น่าขำหรือน่าหัวเราะเยาะ ถือเป็นการให้เกียรติเอ็ดดี้ตัวจริงได้ดีมากครับ นอกจากนี้บทสมทบของ Hugh Jackman ก็เพิ่มความสนุกให้กับหนังได้อีกเพียบเหมือนกันครับ (ยิ่งตอนดูพากย์ไทยแล้วได้ยินพี่จักรกฤษณ์พากย์ยิ่งเจ๋งไปกันใหญ่ 5555)

E003

ยอมรับว่าดูแล้วมีความสุขครับ หนังสนุก เดินเรื่องดี ดาราดี และที่ชอบเป็นพิเศษอีกอย่างคือดนตรีของ Matthew Margeson ที่ได้อารมณ์ยุค 80 – 90 แบบเต็มๆ ทั้งเข้ากับบรรยากาศ เข้ากับช่วงเวลา และเหมือนพาเราย้อนไปสู่ยุคสมัยนั้นจริงๆ

สรุปว่าไม่อยากให้พลาดครับ หนังไม่ยาวเท่าไรด้วย แค่ 100 นาทีนิดๆ กำลังดี ทุกอย่างถือว่าลงตัวพอเหมาะ ดูแล้วสนุก ดูแล้วได้พลัง หรือถ้าใครรู้สึกหนักๆ กับชีวิตในตอนนี้ ผมว่าดูคลายเครียดก็ยังได้นะครับ

  • ข่าวที่น่าสนใจ
  • ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็นสำหรับเรื่องนี้.....

แสดงความคิดเห็น
* ชื่อ
* อีเมลล์

บทความล่าสุด

Menu

BackLink Free

Facebook Comments Master