Home > MOVIES-SERIES > รีวิว Alice Through the Looking Glass (2016) อลิซ ผจญภัยมหัศจรรย์เมืองกระจก

รีวิว Alice Through the Looking Glass (2016) อลิซ ผจญภัยมหัศจรรย์เมืองกระจก

โพสเมื่อ วันที่ 15 สิงหาคม 2016 | เปิดอ่าน 679 views | หมวดหมู่ : MOVIES-SERIES

ออกตัวก่อนว่าภาคแรกผมไม่ถึงกับชอบมากเท่าไรครับ คือดูได้เพลินๆ ขำๆ จุดเด่นคือ CG ที่เนรมิตภาพเมืองมหัศจรรย์ได้มหัศจรรย์สมชื่อ ดูแฟนตาซีและสีสันสดใสมากๆ

มาภาคนี้อลิซ (Mia Wasikowska) หวนกลับมายังแดนมหัศจรรย์อีกหนเพื่อช่วยสหายอย่าง แมด แฮตเตอร์ (Johnny Depp) สืบหาว่าครอบครัวของแฮตเตอร์นั้นยังมีชีวิตหรือตายไปหมดแล้วกันแน่

อลิซเลยต้องไปขอร้องไทม์ (Sacha Baron Cohen) สิ่งมีชีวิตผู้ควบคุมเวลาเพื่อขอยืมเครื่องมือในการย้อนเวลาไปสืบหาความจริง แต่ไทม์ก็ไม่ให้โดยง่ายครับ มันเลยต้องมีการแย่งชิงกัน อันนำมาสู่การผจญภัยครั้งใหม่

ผมชอบช่วงแรกๆ นะครับ ครึ่งแรกของหนังถือว่าสนุก ดูเพลิน มีอะไรให้ติดตาม อย่างปมของอลิซในโลกความจริงก็น่าสนใจว่าเธอจะหาทางออกได้ไหม ซึ่งก็ถือว่าเดินตามภาคแรกเหมือนกันที่ก่อนที่อลิซจะทะลุมิติไปแดนมหัศจรรย์ นั้น มันต้องมีปมคาใจในโลกแห่งความจริงปเ็นเหมือนหัวเชื้อ แล้วจากนั้นการผจญภัยรอบนี้ก็จะพาเธอไปพบกับแง่คิดที่จะช่วยให้เธอสามารถฟัน ฝ่าหรือหาทางออกของปัญหาไปได้

AL002

ครั้นพอไปถึงแดนมหัศจรรย์ก็มีอะไรให้น่าติดตามอยู่ครับ ถือว่าเดินเรื่องไวอยู่เหมือนกัน แล้วแต่ละฉากก็โชว์ Effect กับ CG กันละลานตาเลยทีเดียว ซึ่งอารมณ์ของฉากต่างๆ (โดยเฉพาะตอนทะลุมิติเวลา) ถือว่าทำออกมาได้อลังการและสวยงามไม่น้อยเลยครับ

แล้วหนังก็มีการเปิดเผยปมให้อดีตของหลายๆ ตัวละคร ไม่ว่าจะแฮตเตอร์ หรือเรด ควีน (Helena Bonham Carter) ที่ทำให้เรารู้ที่มาที่ไปแห่งการเป็นคนร้ายกาจของเธอมากขึ้น ซึ่งมันก็ทำให้รู้สึกสนใจล่ะครับว่าเรื่องมันจะไปทางไหนต่อ

แต่พอผ่านครึ่งเรื่องไป เหมือนความเร่งเร้าน่าสนใจตอนต้นก็ค่อยๆ ลดปริมาณลง พอปมเกี่ยวกับครอบครัวของแฮตเตอร์เฉลยหนังก็เริ่มไม่เกินคาดเดา และตอนจบของหนังที่ดูเหมือนจะลุ้น ก็ไม่ได้มีพลังลุ้นมากมายดังคาด เรียกว่าไคลแม็กซ์ตอนอลิซปราบแจ็บเบอร์ว็อกกีในภาคแรก ยังมีอะไรให้ลุ้นมากกว่าตั้งเยอะ

ยังดีครับที่พลังดารายังพอจะสามารถทำให้หนังน่าดูไปจนจบได้ ไม่ว่าจะ Wasikowska, Depp, Cohen, Carter,Anne Hathaway แต่รายที่ประหลาดใจมากคือ Andrew Scott (พี่มอริอาตี้แห่ง Sherlock) ที่มาแค่แว้บๆ และไม่ได้มีบทบาทอะไรเท่าไร

AL003

หนังกำกับโดย James Bobin แห่ง The Muppets และ Muppets Most Wanted ซึ่งผลที่ได้ในเรื่องนี้จริงๆ ก็ไม่เลวครับ ดูได้เพลินๆ ตอนต้นดูน่าสนใจ แต่จะมาแผ่วสักหน่อยในตอนปลาย

ตอนแรกผมคิดนะ เพราะตอนต้นมันสนุก เลยคิดว่าจะชอบภาคนี้มากกว่าภาคแรกไหม แต่สุดท้ายพอครึ่งหลังอ่อนพลัง ก็เลยได้ข้อสรุปว่าผมชอบภาคแรกมากกว่าแฮะ คือแม้เนื้อหามันจะไม่ได้มีอะไรมากมาย แต่มันก็มีกลิ่นเพี้ยนๆ เมาๆ แบบป๋า Tim Burton แทรกอยู่ตลอด และจินตนาการด้านภาพ ถ้าว่าตามจริงแล้วภาคแรกถือว่าดูแล้วได้อารมณ์ “Wonder” มากกว่าภาคนี้หน่อย

และแก่นสารสาระของภาคแรกก็ถือว่าไม่หลุดไม่หาย เปิดเรื่องมาตั้งคำถามเรื่องความเป็นไปได้, การตัดสินใจ และทางเลือกของอลิซ พอถึงตอนจบ เรื่องราวทั้งหมดที่เกิด มันสามารถเป็นสาระสอนอลิซได้แบบพอดี

AL004

ในขณะที่ภาคนี้สาระเหมือนจะผสมๆ กัน แต่ก็ไม่ได้รับการบอกเล่าหรือปูให้เกิดพลัง ไม่ว่าจะความสัมพันธ์ระหว่างไวท์ควีนกับเรดควีน ที่จริงๆ ดูจะมีอะไร แต่ก็กลับไม่ได้มีอะไรสักเท่าไร สรุปลงเอยตามสูตรเป๊ะๆ (แต่ผมชอบฉากที่ 2 พี่น้องจ้องตากัน หลังเรดควีนโดนเสด็จพ่อสั่งปลดจากตำแหน่งรัชทายาทน่ะครับ แววตามันสื่ออะไรได้หลายอย่าง จนผมอดคาดหวังไม่ได้ว่าปมของ 2 คนนี้จะน่าสนใจกว่าที่เป็น)

สรุปว่าดูได้แบบเพลินๆ ครับ พอเอามาสรุปแบบเหมาๆ แล้วก็ถือว่าอ่อนกว่าภาคแรกนิดหนึ่ง แต่แค่นิดเดียวครับ (เพราะภาคแรกก็ไม่ได้เจ๋งโคตรอะไรขนาดนั้น)

และหนังเรื่องนี้ถือเป็นผลงานในโลกภาพยนตร์ชิ้นสุดท้ายของ Alan Rickman ครับ เขาให้เสียงเป็น แอ็บโซเล็ม ผีเสื้อสีฟ้าที่อลิซมักได้เจอเสมอก่อนไปยังแดนมหัศจรรย์ ซึ่งหนังก็อุทิศให้แก่เขาด้วย ก็ขอไว้อาลัยมา ณ ที่นี้ครับ

 

  • ข่าวที่น่าสนใจ
  • ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็นสำหรับเรื่องนี้.....

แสดงความคิดเห็น
* ชื่อ
* อีเมลล์

บทความล่าสุด

Menu

BackLink Free

Facebook Comments Master