Home > TECHS > รีวิว Jaguar F-Pace 2017 ใหม่ เอสยูวีเล็กระดับหรูกับสมรรถนะเหนือคาด

รีวิว Jaguar F-Pace 2017 ใหม่ เอสยูวีเล็กระดับหรูกับสมรรถนะเหนือคาด

โพสเมื่อ วันที่ 25 เมษายน 2017 | เปิดอ่าน 307 views | หมวดหมู่ : TECHS

รีวิว Jaguar F-Pace 2017 ใหม่ เอสยูวีเล็กระดับหรูกับสมรรถนะเหนือคาด

     ช่วงนี้บรรดาค่ายรถยนต์หรูในบ้านเราเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง อันจะเห็นได้จากการที่มีคู่แข่งในตลาดทั้งหน้าเก่า-หน้าใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้ที่นิยมเล่นรถระดับหรูมีทางเลือกในตลาดมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ก็เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นรายใหม่ที่เข้ามาเป็นผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Jaguar และ Land Rover ในบ้านเรา พร้อมกับส่งเอสยูวี Jaguar F-Pace ลงตลาดไทยครั้งแรกเมื่อปลายปี 2559 ด้วยราคาที่ยั่วยวนใจไม่น้อย จึงน่าจะกลายเป็นหนึ่งในโปรดักส์สำคัญที่จะช่วยให้รถจากัวร์กลับมาคึกคักบนถนนเมืองไทย

 

101

 

ทาง อินช์เคป ประเทศไทย จึงให้เกียรติเชิญทีมงาน Sanook! Auto เข้าร่วมทดสอบเอสยูวีหรู Jaguar F-Pace พร้อมกับขบวนรถจากัวร์-แลนด์โรเวอร์อีกกว่า 4 รุ่น ได้แก่ Jaguar XE, Jaguar XJ, Range Rover Sport Hybrid และ Range Rover Hybrid บนเส้นทางภูเก็ต-กทม. ระยะทางกว่า 800 กิโลเมตร ให้ได้สัมผัสกันแบบเต็มๆ

Jaguar F-Pace ถือเป็นรถเอสยูวีรุ่นแรกของจากัวร์ ถูกวางให้เป็นคู่แข่งกับเอสยูวีหรูอย่าง Audi Q5, BMW X3, BMW X4 รวมถึง Porsche Macan โดยตลาดบ้านเราจะมีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ได้แก่ Pure, R-Sport และ Portfolio ซึ่งติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร 180 แรงม้า พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ AWD ทุกรุ่น

 

119

 

โดยรถคันที่เราทดสอบในครั้งนี้เป็นรุ่น F-Pace Portfolio ซึ่งถือเป็นรุ่นท็อปสุดที่วางจำหน่ายในประเทศไทย ประกอบด้วยอ็อพชั่นภายในมากที่สุดเหนือกว่ารุ่น Pure และ R-Sport และแน่นอนว่ามีราคาสูงที่สุดด้วย

ดีไซน์ด้านหน้าของ Jaguar F-Pace Portfolio ยังคงเน้นเส้นสายเช่นเดียวกับรุ่นซีดาน ติดตั้งไฟหน้าแบบ Bi-Function Xenon ดีไซน์โฉบเฉี่ยว พร้อมแถบ Daytime Running Light แบบ LED มีระบบฉีดน้ำล้างไฟหน้ามาให้ กระจังหน้าดีไซน์ตะแกรงขนาดใหญ่ แปะด้วยโลโก้จากัวร์พื้นหลังสีแดง กันชนออกแบบให้มีช่องดักลมแบบดีไซน์สองชั้นดูสวยงามลงตัว ติดตั้งไฟตัดหมอกคู่หน้ามาให้บริเวณด้านล่างของกันชน

 

129

 

แนวตัวถังออกแบบให้ดูโค้งมนตามสไตล์จากัวร์ พร้อมรูระบายอากาศบริเวณแก้มข้างซุ้มล้อด้านหน้า โดยในรุ่น Portfolio จะมาพร้อมกรอบหน้าต่างประตูแบบโครเมียม ติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วมาให้

ด้านท้ายโดดเด่นด้วยไฟท้ายแบบ LED ที่มีดีไซน์คล้ายกับรถสปอร์ตร่วมค่ายอย่าง F-Type ให้ความโดดเด่นยามค่ำคืน ตกแต่งกันชนด้วยพลาสติกสีดำช่วยให้ดูดุดันตามสไตล์รถเอสยูวี โดยห้องสัมภาระด้านท้ายมีความจุอยู่ที่ 650 ลิตร โดยไม่พับเบาะหลังลง

 

124

 

โครงสร้างตัวถังของ Jaguar F-Pace ถูกพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีอะลูมิเนียมน้ำหนักเบาแต่ยังคงให้ความแข็งแกร่ง ตัวถังมีขนาดความยาวตลอดคันอยู่ที่ 4,731 มิลลิเมตร ความกว้าง 2,175 มิลลิเมตร ความสูง 1,652 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้ออยู่ที่ 2,874 มิลลิเมตร จึงถือว่าเป็นเอสยูวีขนาดกลางที่มีมิติตัวถังใหญ่โตพอสมควร

 

132

 

ภายในห้องโดยสารของ F-Pace Portfolio ตกแต่งภายในด้วยโทนสีดำ-น้ำตาล พร้อมลายไม้บริเวณแผงคอนโซลและแผงประตู ซึ่งไม่ว่าตัวถังภายนอกจะเป็นสีอะไร ก็จะได้ห้องโดยสารภายในสีเดียวกันนี้ทั้งหมด

เบาะนั่งคู่หน้าถูกหุ้มด้วยหนังสีน้ำตาล สามารถปรับไฟฟ้าได้ 10 ทิศทางทั้งสองฝั่ง ห้องโดยสารภายในของ F-Pace ถือว่ากว้างขวางใช้ได้ โปร่งโล่งสบาย และสัมผัสได้ถึงคุณภาพของวัสดุและการประกอบที่ค่อนข้างดีกว่าฝั่งเยอรมันบางค่ายด้วยซ้ำ ขณะที่เบาะนั่งด้านหลังมาพร้อมพนักพิงที่ปรับเอนได้ด้วยระบบไฟฟ้า สามารถรองรับผู้โดยสาร 3 คนได้สบายๆ แต่ถ้าเป็นผู้โดยสารรูปร่างใหญ่อาจมีไหล่เบียดกันบ้างเล็กน้อย แต่ก็ถือว่ากว้างขวางแล้วสำหรับรถไซส์นี้

 

133

 

คอนโซลกลางติดตั้งหน้าจออินโฟเทนเม้นท์ที่เรียกว่า ‘InControl Touch Pro’ พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ ให้การสัมผัสที่ลื่นไหลไม่แพ้สมาร์ทโฟน แต่ตัวระบบเองยังมีอาการ Lag อยู่บ้าง อาจไม่ตอบสนองรวดเร็วดังใจคิดนัก แต่หากใช้งานจนชินก็ไม่น่ามีปัญหาแต่อย่างใด

ในรุ่น Portfolio มาพร้อมชุดเครื่องเสียง Meridian Sound System ที่ให้กำลังขับรวม 380 วัตต์ รวมถึงระบบนำทางพร้อมแผนที่ประเทศไทยมาให้ในตัว

ไล่ลงมาเป็นแผงสวิตช์ควบคุมระบบปรับอากาศอัตโนมัติ สามารถปรับอุณหภูมิแยกซ้าย-ขวาได้ และแสดงผลร่วมกับหน้าจอขนาด 12.3 นิ้ว ขณะที่หัวเกียร์มีลักษณะเป็นปุ่มหมุนทรงกลม ซึ่งจะยกตัวขึ้นมาจากแผงคอนโซลเมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ ใกล้กันเป็นปุ่มควบคุมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Adaptive Surface Response (ASR) ที่สามารถปรับการทำงานของระบบส่งกำลังและระบบควบคุมการทรงตัวให้เหมาะสมกับสภาพถนนแต่ละแบบได้ ติดตั้งระบบเบรกมือไฟฟ้ามาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

 

128

 

     ขุมพลังของ Jaguar F-Pace เป็นเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 430 นิวตัน-เมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 8.7 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 208 กม./ชม. ซึ่งถือเป็นเอสยูวีที่ให้ความกระฉับกระเฉงพอตัว

Jaguar F-Pace ทุกรุ่นย่อย ติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Adaptive Surface Response (ASR) ซึ่งพัฒนามาจากระบบ Terrain Response ของแลนด์โรเวอร์นั่นเอง ซึ่งจะช่วยตรวจสอบสภาพถนนและปรับการกระจายแรงบิดและระบบควบคุมการทรงตัวให้เหมาะสมกับช่วงเวลานั้นๆ

นอกจากนั้นยังมีระบบ All Surface Progress Control (ASPC) ที่อาศัยแรงยึดเกาะที่มีอยู่มาใช้สำหรับควบคุมคันเร่งและเบรกแบบอัตโนมัติ เพื่อให้รถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าได้อย่างนุ่มนวล โดยจะทำงานที่ความเร็ว 3.6 กม./ชม. ไปจนถึง 30 กม./ชม. ผู้ขับขี่เพียงแต่คอยควบคุมพวงมาลัยเท่านั้น

 

239

 

การทดสอบครั้งนี้ยังมารถยนต์หรูอีกกว่า 4 รุ่นให้ได้ทดสอบกันพอหอมปากหอมคอ ไม่ว่าจะเป็น Jaguar XE รุ่นเล็กใหม่ล่าสุด ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อยเช่นกัน ได้แก่ Prestige, Portfolio และ R-Sport โดยคันที่นำมาทดสอบครั้งนี้ เป็นรุ่น R-Sport ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบชาร์จขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 200 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 320 นิวตัน-เมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 7.7 วินาทีเท่านั้น ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 237 กม./ชม.

 

238

 

ด้านอุปกรณ์มาตรฐานของ Jaguar XE รุ่น R-Sport ก็มีให้อย่างครบครันไม่แพ้คู่แข่งจากฝั่งเยอรมนี ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าแบบ Bi-function Xenon พร้อมระบบล้างไฟหน้า ล้ออัลลอยแบบ 5 ก้าน ขนาด 18 นิ้ว ชุดแต่ง R-Sport รอบคัน พร้อมช่วงล่างแบบสปอร์ตที่ปรับจูนพิเศษสำหรับรุ่น R-Sport โดยเฉพาะ

 

217

 

 

ภายในติดตั้งพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น R-Sport หุ้มด้วยหนังแบบ Softgrain ระบบอินโฟเทนเม้นท์ InControl Touch ขนาด 8 นิ้ว ระบบเสียง Meridian Sound System ให้กำลังขับรวม 380 วัตต์ ระบบครูสคอนโทรลพร้อมฟังก์ชั่นจำกัดความเร็ว เป็นต้น

 

241

 

คันต่อมาเป็น Jaguar XJ ซึ่งถือเป็นรุ่นใหญ่ที่สุดของค่าย ในบ้านเรามีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่นย่อย ได้แก่ Luxury และ Premium Luxury โดยเป็นเวอร์ชั่น Long Wheelbase ทั้งคู่ เอาใจผู้บริหารที่ต้องการความกว้างขวางและความสะดวกสบายเป็นพิเศษ

โดยคันที่เราได้รับทดสอบถูกติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบชาร์จขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 200 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 320 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ซึ่งแม้ว่าจะให้ตัวเลขสมรรถนะเท่ากับรุ่น XE แต่ก็สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 7.7 วินาทีเท่ากันเป๊ะ ถือว่าน่าประทับใจมากทีเดียวสำหรับเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ที่ต้องแบกรับน้ำหนักตัวถังขนาดใหญ่เช่นนี้

 

240

 

ด้านอุปกรณ์ภายในห้องโดยสารเรียกว่ามีให้ครบครันมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าแบบ LED พร้อม Daytime Running Light รูปตัว J แบบคู่ ไฟท้ายแบบ LED ดีไซน์ใหม่ เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้าได้ 14 ทิศทาง ประตูดูด ระบบปรับอากาศแบบ 4-zone (ในรุ่น Premium Luxury) ระบบอินโฟเทนเม้นท์หน้าจอสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว พร้อมระบบเสียง Meridian Digital Sound System กำลังขับ 380 วัตต์ ไฟอ่านหนังสือแบบ LED รวมถึง Rear Seat Package สำหรับผู้โดยสารตอนหลังที่ประกอบด้วยหน้าจอแยกอิสระ และโต๊ะทำงานมาให้

 

250

 

คราวนี้มาทางฝั่งแลนด์โรเวอร์กันดูบ้าง เริ่มต้นที่ Range Rover Sport Hybrid ซึ่งเป็นรุ่นเล็กรองลงมาจาก Range Rover ปกติ มีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่นย่อยในบ้านเรา ได้แก่ Range Rover Sport HSE with Dynamic Pack และ Range Rover Sport Autobiography

คันที่เราทดสอบถูกติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลไฮบริด SDV6 ขนาด 3.0 ลิตร ที่ให้กำลังรวมสูงสุดถึง 340 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 700 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500 รอบต่อนาที สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 6.7 วินาทีเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นเอสยูวีที่ทรงพลังมากที่สุดคันหนึ่งในตลาดขณะนี้

 

237

 

ขณะที่รถคันที่อลังการงานสร้างมากที่สุดในงานนี้ คงหนีไม่พ้น Range Rover Hybrid ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเอสยูวีที่ดีที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ ซึ่งคันที่เข้ามาจำหน่ายในบ้านเราเป็นรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลไฮบริดและเป็นตัวถังแบบ SWB ฐานล้อสั้น

ด้านขุมพลังเป็นบล็อกเดียวกับที่วางอยู่ใน Range Rover Sport Hybrid โดยเป็นเครื่องยนต์ดีเซลไฮบริดขนาด 3.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 340 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 700 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500-3,000 รอบต่อนาที เร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 6.9 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ 218 กม./ชม.

 

236

 

Range Rover Hybrid ถูกติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Terrain Response ที่สามารถปรับโหมดการทำงานได้ 5 แบบ ตามแต่ละสภาพถนนที่แตกต่างกันไป รวมถึงมีโหมดการขับขี่แบบ EV ที่ดึงพลังงานจากแบตเตอรี่มาใช้เพียงอย่างเดียว สำหรับการขับขี่ในหมู่บ้านหรือชุมชนที่ต้องการความเงียบเป็นพิเศษ

ด้านช่วงล่างยังเป็นแบบ Air Suspension ที่โดดเด่นเรื่องความนุ่มนวล พร้อมระบบปรับความสูงด้วยไฟฟ้า ที่มีฟังก์ชั่น Automatic Access Height ช่วยปรับความสูงลงอัตโนมัติ 50 มิลลิเมตร เพื่อช่วยให้การเข้าออกสะดวกยิ่งขึ้น

     และนั่นคือรถทั้งหมดจำนวน 5 รุ่นที่เราจะได้ทดสอบกันบนเส้นทาง ภูเก็ต-กทม. เป็นระยะทางกว่า 863 กิโลเมตร ซึ่งผู้เขียนเองก็ได้ขับคันนู้น นั่งคันนี้ อย่างละนิดละหน่อย จึงขอสรุปคร่าวๆถึงรถแต่ละคันให้คุณผู้อ่านดังนี้ครับ

 

163

 

Jaguar F-Pace

Jaguar F-Pace ถือเป็นไฮไลท์เด่นของทริปนี้เลยก็ว่าได้ เพราะเป็นรถที่เพิ่งเปิดตัวไปล่าสุดไม่นานมานี้ แถมยังมีราคาที่จับต้องได้สำหรับกลุ่มผู้ที่มองหาเอสยูวีหรูใช้งานในครอบครัว
สมรรถนะเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบชาร์จขนาด 2.0 ลิตร ถือว่าดีทีเดียว แรงบิดกว่า 430 นิวตัน-เมตรสามารถถ่ายทอดกำลังสู่ล้อได้อย่างเต็มที่ ช่วยให้รถพุ่งไปข้างหน้าได้อย่างทันใจ จุดเด่นอีกอย่างก็คือช่วงล่างที่เน้นความหนึบหนับ ค่อนไปทางสปอร์ต ทำให้สามารถขับขี่ที่ความเร็วสูงได้อย่างมั่นใจ ขณะที่การเก็บเสียงถือว่าทำได้ดีเช่นกัน

ดังนั้น ขุมพลังเบนซิน 2.0 ลิตรเทอร์โบชาร์จใน F-Pace จึงถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไปทั้งในเมืองและนอกเมือง ถือเป็นรถที่ขับสนุกคันหนึ่ง แถมยังได้ความแปลกและสดใหม่เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Porsche Macan หรือ BMW X4 เรียกได้ว่าถ้าจับเจ้า F-Pace มาวิ่งบนถนนตอนนี้ สายตาคนรอบข้างจะต้องจับจ้องมาที่รถคันนี้อย่างแน่นอน

 

167

 

Jaguar XE

Jaguar XE รถเล็กน้องสุดของค่ายจากัวร์ มาพร้อมห้องโดยสารภายในขนาดกะทัดรัด ด้วยการดีไซน์ภายนอกที่เน้นความสปอร์ตลู่ลม ทำให้แนวหลังคาเบียดเบียนพื้นที่เหนือศีรษะไปบ้าง แต่ด้านสมรรถนะก็ถือว่าเป็นรถที่ขับสนุกคันหนึ่ง เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบชาร์จ 2.0 ลิตร 200 แรงม้า สามารถตอบสนองได้ทันใจ ช่วงล่างเน้นความสปอร์ตอย่างชัดเจน พวงมาลัยคมกริบกว่า F-Pace อย่างเห็นได้ชัด ให้การควบคุมที่ฉับไว ถือเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการความแปลกและสดใหม่ในตลาดขณะนี้

 

116

 

Jaguar XJ

XJ นับเป็นรุ่นสูงสุดของแบรนด์จากัวร์ ที่ถูกวางให้เทียบชั้นค่ายเยอรมันอย่าง Mercedes-Benz S-Class และ BMW 7-Series ซึ่งจากัวร์เองก็ทำออกมาได้ดีเช่นกัน โดยเฉพาะการตกแต่งภายในที่เน้นความหรูหราฉบับอังกฤษ ขณะที่การโดยสารด้านหลังของรถคันนี้ ถือว่าใส่ใจรายละเอียดได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งด้านหลังที่สามารถปรับเอนได้ด้วยระบบไฟฟ้า สามารถปรับช่วงเอวได้ รวมถึงมีระบบนวดผ่อนคลายให้ด้วย ถือเป็นรถซีดานที่นั่งโดยสารได้อย่างสะดวกสบายมาก

ขณะที่การขับขี่นั้น เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร ตอบสนองอย่างนุ่มนวล ขณะที่ช่วงล่างถูกเซ็ทมาเน้นความนุ่มนวลเป็นหลักเช่นกัน โดยการที่ตัวรถมีฐานล้อที่ยาว ทำให้การขับขี่ที่ความเร็วสูงมีความมั่นคงเป็นพิเศษ เหมาะสำหรับผู้บริหารที่ต้องการความหรูหราทั้งภายนอกและภายใน

 

137

 

Range Rover Sport Hybrid

ลองมาสัมผัสเอสยูวีจากฝั่งแลนด์โรเวอร์กันดูบ้าง ซึ่งในรุ่น Range Rover Sport Hybrid ก็มีจุดเด่นอยู่ที่สมรรถนะเครื่องยนต์ที่ให้แรงบิดสูงถึง 700 นิวตัน-เมตร พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้การตอบสนองรวดเร็ว ให้อัตราเร่งรวดเร็วทันใจ พร้อมช่วงล่างที่ให้ความนุ่มนวลแต่ก็ยังคงการเกาะถนนได้อย่างดีเยี่ยม ดังนั้น รถคันนี้ถือเป็นรถที่ให้สมรรถนะยอดเยี่ยมที่สุดในการทดสอบครั้งนี้เลยก็ว่าได้

ขณะที่ภายในห้องโดยสารให้ความโปร่งโล่งตามสไตล์ Land Rover กระจกหน้าต่างที่ใหญ่ช่วยให้เห็นทัศนวิสัยภายนอกได้อย่างดีเยี่ยม ห้องโดยสารภายในตกแต่งอย่างพิถีพิถันสมความคาดหมาย ทั้งวัสดุและการประกอบ รวมถึงการตัดเย็บชิ้นส่วนที่เป็นหนัง ถือเป็นรถเหมาะสำหรับการใช้งานทั้งแบบครอบครัว และผู้ที่เน้นด้านสมรรถนะเป็นพิเศษ

 

165

 

Range Rover Hybrid

แม้ว่าผู้เขียนเองจะไม่ได้ทดลองขับ Range Rover Hybrid คันนี้ด้วยตัวเอง แต่เท่าที่ได้เป็นผู้โดยสารนั้น บอกได้เลยว่านี่คือเอสยูวีที่นั่งสบายที่สุดเท่าที่เคยสัมผัสมา และมั่นใจว่านี้คือเอสยูวีที่ดีที่สุดในโลกด้วยซ้ำไป ทันทีที่ก้าวขึ้นมานั่งภายในรถคันนี้ สัมผัสได้ถือความภูมิฐาน คุณภาพและการประกอบชนิดที่เรียกว่าไร้ที่ติ ช่วงล่างแบบ Air Suspension ให้ความนุ่มนวลดีมาก ซับแรงสะเทือนได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ก็ยังให้ความมั่นคงในการขับขี่เป็นอย่างดี

ขณะที่การโดยสารเบาะนั่งด้านหลังทำได้อย่างสบายมากเลยทีเดียว ด้วยตัวเบาะนั่งที่มีขนาดใหญ่ ห้องโดยสารที่โอ่โถงกว้างขวาง ประกอบกับช่วงล่างอันแสนนุ่มสบาย พูดได้อย่างเต็มปากเลยว่าหาคู่แข่งมาเปรียบยาก!

259

ราคาจำหน่าย Jaguar และ Land Rover ทั้ง 5 รุ่นที่ร่วมทดสอบ มีดังนี้

Jaguar XE 2.0 GTDI R-Sport
ราคา 3,499,000 บาท

Jaguar F-Pace 2.0 AWD R-Sport
ราคา 5,499,000 บาท

Jaguar XJ 2.0 i4 LWB Premium Luxury
ราคา 7,999,000 บาท

Range Rover Sport Hybrid HSE Dynamic Premium Package
ราคา 6,999,000 บาท

Range Rover Sport Hybrid HSE Dynamic Luxury Package
ราคา 7,999,000 บาท

Range Rover Hybrid Autobiography
ราคา 9,999,000 บาท

 

ขอขอบคุณ บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด และทีมงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ทุกท่าน ที่ให้เกียรติเชิญเข้าร่วมทดสอบในครั้งนี้

ขอขอบคุณเนื้อหาจาก Sanook!

  • ข่าวที่น่าสนใจ
  • ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็นสำหรับเรื่องนี้.....

แสดงความคิดเห็น
* ชื่อ
* อีเมลล์

บทความล่าสุด

Menu

BackLink Free

Facebook Comments Master